เปิด Voice Agent →
📋 Call Log

รายละเอียดสาย — Recording / Transcript / Analytics

หน้าจอของแต่ละสาย สำหรับฟังเสียงจริง อ่านบทสนทนา และตรวจสอบหรือแก้ไขข้อมูลที่ Agent ดึงจากสาย

หน้า Call Detail คืออะไร

Call Detail (หน้ารายละเอียดของสายเดียว) คือหน้าจอที่แสดงข้อมูลของสายใดสายหนึ่งอย่างครบถ้วน จาก Call Log (บันทึกรายการสายทั้งหมด) โดยจะเปิดขึ้นเมื่อคุณคลิกที่แถวใดแถวหนึ่งในตาราง Call Log หน้านี้รวบรวมทุกอย่างของสายนั้นไว้ในที่เดียว ได้แก่ เสียงสนทนาจริง บทสนทนาในรูปแบบตัวอักษร สรุปอัตโนมัติของ AI และข้อมูลที่ Agent (ผู้ช่วย AI ที่โทรคุยกับลูกค้า) ดึงจากการสนทนา

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: หาก Call Log เปรียบได้กับ สมุดบันทึกการโทรของทั้งฝ่าย หน้านี้ก็เปรียบได้กับ การ์ดบันทึกรายสาย ที่ระบุครบทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในสายนั้น กล่าวคือ ฟังเสียงได้ อ่านบทสนทนาได้ ตรวจสอบได้ว่าลูกค้าตอบอะไรในแต่ละคำถาม และแก้ไขข้อมูลได้หาก AI สรุปผิด

Call Detail page anatomy showing Recording, Transcript, and Post-Call Analytics sections
หน้ารายละเอียดสาย — แสดง Recording, Transcript, และ Post-Call Analytics ที่ Agent บันทึกอัตโนมัติ
Click a row in the Call Log list to open the Call Detail page
คลิกที่แถวใน Call Log เพื่อเปิดหน้า Call Detail ของสายนั้น
Full Call Detail page overview
ภาพรวมหน้า Call Detail — ทุกข้อมูลของสายในหน้าเดียว

ส่วนต่างๆ ของหน้าจอ

หน้า Call Detail แบ่งออกเป็น 5 ส่วนหลัก เรียงจากบนลงล่าง ดังนี้

ส่วนแสดงอะไรใช้ทำอะไร
1. Header เบอร์ลูกค้า ชื่อ เวลาเริ่มสาย และ Call ID (รหัสประจำสาย) ระบุว่าสายนี้เป็นของใครและเกิดขึ้นเมื่อใด คัดลอก Call ID ไว้อ้างอิงได้
2. Status + Duration สถานะ (Completed / No Answer / Failed) และความยาวของสาย เห็นภาพรวมผลลัพธ์ของสายได้ในทันที
3. Recording Audio Player (เครื่องเล่นเสียง) สำหรับเล่นเสียงสนทนาจริง ฟังเสียงเพื่อยืนยันคุณภาพ และตรวจปัญหาที่ Transcript จับไม่ได้
4. Transcript บทสนทนาทั้งสายที่แปลงเป็นข้อความ แยกตามผู้พูด อ่านได้เร็วกว่าฟัง ค้นหาคำเฉพาะได้ และคลิก Timestamp เพื่อข้ามไปยังจุดนั้นในเสียง
5. Post-Call Analytics สรุปอัตโนมัติและ Variables (ตัวแปรข้อมูล) ที่ Agent ดึงจากสาย แก้ไขได้ ใช้เป็นข้อมูลใน Reports (รายงาน) และแก้ไขค่าที่ AI ดึงผิด

การฟัง Recording

Recording (ไฟล์บันทึกเสียง) คือ เสียงสนทนาจริง ของสายนั้น ซึ่งบันทึกไว้ตั้งแต่วินาทีแรกที่เชื่อมต่อจนถึงตอนวางสาย

Recording widget close-up with audio player and controls
กล่อง Recording — Audio Player สำหรับฟังเสียงสนทนาจริง
ขั้นที่ 1

กดปุ่ม Play

คลิกปุ่ม ▶ ที่ Audio Player ระบบจะเริ่มเล่นจากวินาทีแรกของสาย

ระบบใช้การเล่นแบบ Streaming (ทยอยโหลด) จึงไม่ต้องรอโหลดทั้งไฟล์ก่อนเล่น

ขั้นที่ 2

ปรับความเร็วการเล่น

เลือกความเร็วได้ที่ 1x (ปกติ), 1.5x หรือ 2x โดยใช้ความเร็วสูงเมื่อต้องการตรวจหลายสายในเวลาอันสั้น

ขั้นที่ 3

ใช้ Timeline เพื่อข้ามไปยังจุดที่ต้องการ

คลิกที่จุดใดก็ได้บน Timeline (แถบเลื่อนเวลา) ระบบจะเลื่อนไปเล่นจุดนั้นทันที

หรือใช้ปุ่ม ← 10s และ 10s → เพื่อย้อนกลับหรือข้ามไปข้างหน้าครั้งละ 10 วินาที

ขั้นที่ 4

คลิกบรรทัดใดก็ได้ใน Transcript เพื่อข้ามไปฟังจุดนั้น

นี่คือฟังก์ชันที่ใช้บ่อยที่สุด แทนที่จะเลื่อนหาตำแหน่งบนแถบเวลาเอง ให้ คลิกที่บรรทัด Transcript ที่คุณสนใจ แล้ว Audio Player จะข้ามไปยังจุดนั้นทันที

ตัวอย่าง: หากอ่าน Transcript แล้วพบประโยคที่ลูกค้าตอบแปลกไป ให้คลิกที่บรรทัดนั้น เพื่อฟังเสียงจริงและยืนยันว่า Transcript แปลงข้อความถูกต้องหรือไม่

ขั้นที่ 5

ดาวน์โหลด Recording (หากต้องการ)

คลิกที่มุมขวาของ Audio Player แล้วเลือก ⋮ → Download MP3

ไฟล์จะถูกบันทึกในชื่อ {call-id}.mp3 ใช้สำหรับแชร์ในระบบภายนอก Gowajee เช่น ส่งให้ทีม Quality (ทีมตรวจสอบคุณภาพ) ในระบบของบริษัทคุณ

การอ่าน Transcript

Transcript (บทสนทนาแบบข้อความ) คือ บทสนทนาที่แปลงจากเสียงเป็นตัวอักษร ด้วยระบบ Speech-to-Text (การถอดเสียงเป็นข้อความ) ของ Gowajee โดยแยกผู้พูดออกเป็น Agent และ Customer (ลูกค้า)

Transcript section close-up showing Agent and Customer speaker turns
กล่อง Transcript — บทสนทนาแยกผู้พูด คลิก timestamp เพื่อข้ามไปฟังเสียง

การแสดงผล

แต่ละบรรทัดประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้

  • Timestamp (เวลาประทับ เช่น 00:42) — วินาทีที่ประโยคนี้เริ่มขึ้น
  • ผู้พูดAgent หรือ Customer
  • ข้อความที่พูด — แสดงสีต่างกันตามผู้พูด (Agent = สีน้ำเงิน, Customer = สีเทา)

เทคนิคการอ่าน Transcript ให้รวดเร็ว

ขั้นที่ 1

ค้นหาคำเฉพาะด้วย Ctrl+F

กด Ctrl+F (สำหรับ Windows) หรือ Cmd+F (สำหรับ Mac) เพื่อค้นหาคำในหน้านี้

ตัวอย่างคำที่ควรค้นหา:

  • ยกเลิก — กรณีลูกค้าต้องการยกเลิกบริการ
  • พูดต่อ หรือ ขอคุยกับคน — กรณีลูกค้าขอให้โอนสาย (Transfer)
  • ราคา หรือ เท่าไหร่ — กรณีลูกค้าสอบถามเรื่องราคา
ขั้นที่ 2

ระวังคำที่ Speech-to-Text แปลงผิดบ่อย

ระบบ Speech-to-Text มีข้อจำกัด จึงควรตรวจสอบคำเหล่านี้ที่อาจแปลงผิด

  • ชื่อเฉพาะของแบรนด์ — หากชื่อแบรนด์เป็นคำเฉพาะที่ไม่ใช่ภาษาไทยมาตรฐาน ให้ตั้งค่า Word Boosting (การเน้นคำเฉพาะ) เพื่อให้ระบบเรียนรู้
  • ตัวเลข — เลข 13 และ 30 มีเสียงคล้ายกัน จึงอาจแปลงสลับกัน ควรฟังเสียงจริงเสมอ
  • ภาษาอังกฤษที่ปนกับภาษาไทย — บางครั้ง Speech-to-Text แปลงเป็นคำไทยที่มีเสียงใกล้เคียง
ขั้นที่ 3

คัดลอก Transcript ไว้อ้างอิง

คลิกที่มุมขวาบนของกล่อง Transcript แล้วเลือกปุ่ม 📋 Copy เพื่อคัดลอกบทสนทนาทั้งหมดเป็นข้อความ

เหมาะสำหรับส่งให้ทีม Legal (ฝ่ายกฎหมาย) แนบในเคสที่ลูกค้าร้องเรียน หรือใช้เป็นตัวอย่างในการฝึกสอน (Training) Agent ตัวใหม่

การแก้ไข Post-Call Analytics

Post-Call Analytics (ข้อมูลวิเคราะห์หลังจบสาย) คือชุดข้อมูลที่ AI สรุปและดึงออกมาจากบทสนทนา หลังจากสายจบลง โดยกำหนดตามฟิลด์ (Field คือช่องข้อมูล) ที่ตั้งค่าไว้ใน Flow Editor

Post-Call Analytics fields close-up with editable AI-extracted values
กล่อง Post-Call Analytics — ฟิลด์ที่ AI ดึงจากสาย แก้ไขได้ทุกตัว

ตัวอย่างฟิลด์ของ Analytics

Agent สำหรับติดตามหนี้อาจมีฟิลด์เหล่านี้

  • payment_intent — ลูกค้าตั้งใจจะชำระหรือไม่ (Yes / No / Maybe)
  • follow_up_date — วันที่ลูกค้าจะชำระ (หากระบุไว้)
  • customer_sentiment — อารมณ์ของลูกค้า (Positive / Neutral / Negative)
  • call_summary — สรุปบทสนทนา 2-3 ประโยค
  • requires_human_followup — ต้องให้เจ้าหน้าที่ติดตามต่อหรือไม่ (Yes / No)

กรณีที่ควรแก้ไข

AI ไม่ได้ถูกต้องทุกครั้ง ตัวอย่างข้อมูลที่ AI ดึงผิดบ่อย มีดังนี้

  • ลูกค้าพูดประชดประชัน — AI ตีความตามตัวอักษร แต่ความหมายจริงตรงกันข้าม
  • คำตอบกำกวม — เช่น "ก็ดูก่อนนะ" AI อาจตีความว่าเป็น Yes ทั้งที่ความหมายจริงใกล้เคียงกับ No
  • ตัวเลขผิด — เมื่อ Speech-to-Text ถอดเลขผิด AI ก็จะดึงตัวเลขที่ผิดตามไปด้วย
ขั้นที่ 1

คลิกที่ฟิลด์ที่ต้องการแก้ไข

ทุกฟิลด์ใน Post-Call Analytics สามารถคลิกได้ เมื่อคลิกแล้วจะกลายเป็น Input box (ช่องกรอกข้อมูล) ให้แก้ไขค่า

ขั้นที่ 2

กรอกค่าที่ถูกต้อง

สำหรับฟิลด์แบบ Dropdown (รายการเลือก เช่น Yes/No/Maybe) ให้เลือกค่าจากรายการ

สำหรับฟิลด์แบบ Text (ข้อความ เช่น call_summary) ให้พิมพ์ข้อความใหม่ทับของเดิม

สำหรับฟิลด์แบบ Date (วันที่) ให้เลือกจาก Date Picker (ปฏิทินเลือกวันที่)

ขั้นที่ 3

กด Save

คลิกที่มุมขวาล่างของส่วน Analytics แล้วกดปุ่ม Save Changes

ระบบจะบันทึก Audit Trail (ประวัติการแก้ไข) ของการแก้ไขนั้น โดยระบุว่าใครเป็นผู้แก้ไข แก้เมื่อใด ค่าเดิมคืออะไร และค่าใหม่คืออะไร

ขั้นที่ 4

ค่าที่แก้ไขแล้วจะถูกนำไปใช้ใน Analytics ภาพรวม

ค่า Analytics ที่แก้ไขแล้วจะถูกนำไปใช้ใน

ทั้งนี้ ค่าเดิมที่ AI ดึงไว้จะยังคงถูกเก็บอยู่ในระบบ เพื่อใช้ทบทวนคุณภาพของ Model (โมเดล AI) ในอนาคต

การแชร์ลิงก์สาย

บางครั้งคุณอาจต้องการส่งสายนี้ให้เพื่อนร่วมงานดู เช่น สายตัวอย่างที่ดี หรือสายที่มีปัญหา

ขั้นที่ 1

คัดลอกลิงก์ของสาย

คลิกที่มุมขวาบนของหน้า แล้วเลือกปุ่ม 🔗 Copy Link

ลิงก์ที่ได้จะเปิดหน้านี้โดยตรง เพื่อนร่วมงานที่อยู่ใน Organization (องค์กร) เดียวกันคลิกแล้วจะเห็นทันที

ขั้นที่ 2

ลิงก์ใช้ได้เฉพาะผู้ที่อยู่ใน Organization

ผู้รับลิงก์ต้องเป็น Member (สมาชิก) ใน Organization ของคุณ เท่านั้น หากเป็นบุคคลภายนอกคลิกลิงก์ จะพบกับหน้า Login (เข้าสู่ระบบ)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Organization + Members เพื่อเพิ่ม Member ใหม่

ขั้นที่ 3

กรณีต้องการส่งให้บุคคลภายนอก

หากต้องการแชร์ให้บุคคลภายนอก Organization (เช่น ลูกค้าของคุณเอง หรือที่ปรึกษา) ให้ใช้วิธีดังนี้แทน

  • ดาวน์โหลด Recording เป็นไฟล์ MP3
  • คัดลอก Transcript เป็นข้อความ
  • ส่งผ่าน Email หรือ Drive ของบริษัท

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

❌ ตัดสินสายจาก Transcript โดยไม่ฟังเสียงจริง

อาการ: อ่าน Transcript แล้วพบว่า "ลูกค้าตกลงชำระ" จึงตั้งค่าเป็น Yes ใน Analytics ทั้งที่ในเสียงจริงลูกค้าพูดในเชิงประชด

วิธีแก้: ควรฟังเสียงจริงก่อนตัดสินใจเสมอ โดยเฉพาะกรณีที่ต้องติดตามต่อ (Follow up) ในทางกฎหมายหรือการเงิน โดยคลิกที่ Timestamp ของบรรทัดสำคัญเพื่อข้ามไปฟังได้อย่างรวดเร็ว

❌ แก้ไขฟิลด์ Analytics ผิดตัว

อาการ: ต้องการแก้ follow_up_date แต่กลับไปแก้ call_summary เนื่องจากฟิลด์อยู่ใกล้กัน

วิธีแก้: ตรวจสอบชื่อฟิลด์ที่หัวกล่องก่อนพิมพ์ทุกครั้ง หากแก้ผิด ให้ใช้ Audit Trail (ในส่วน History) เพื่อย้อนกลับไปยังค่าเดิม

❌ ลืมกด Save Changes หลังแก้ไข

อาการ: แก้ไข Analytics แล้วเปลี่ยนหน้า เมื่อกลับมาดูอีกครั้ง ค่ากลับเป็นค่าเดิม

สาเหตุ: ยังไม่ได้กด Save Changes เนื่องจากส่วน Analytics ไม่มีระบบบันทึกอัตโนมัติ (Autosave)

วิธีแก้: หลังแก้ไขทุกครั้ง ให้เลื่อนลงไปด้านล่างของ Analytics แล้วตรวจสอบว่าปุ่ม Save Changes ไม่ เป็นสีเทา (หากยังเป็นสีฟ้าหรือน้ำเงิน แสดงว่ายังไม่ได้บันทึก) จากนั้นจึงกด Save

❌ ดาวน์โหลด Recording แล้วเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวที่ไม่ปลอดภัย

อาการ: ดาวน์โหลด Recording ไปเก็บบน Desktop จากนั้นคอมพิวเตอร์ติด Malware (โปรแกรมประสงค์ร้าย) ทำให้ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้ารั่วไหล

วิธีแก้: หากจำเป็นต้องดาวน์โหลด ให้เก็บไว้ใน Cloud Storage (พื้นที่จัดเก็บบนคลาวด์) ของบริษัท เช่น Google Drive หรือ OneDrive Workspace ที่มีระบบควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง (Access Control) ไม่ควรเก็บใน Drive ส่วนตัวหรือส่งผ่าน Line ส่วนตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว ✓